กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพกับโค้ชวิถีชีวิต (Certified Lifestyle Coach)
โค้ชจะช่วยให้คุณค้นพบพลังและทางออกจากภายในตัวเอง กำหนดเป้าหมายที่สำคัญ วางแผน ลงมือทำ และติดตามผล จนคุณสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้ด้วยตัวเอง โดย Lifestyle Coach ที่ได้รับการรับรองตามหลักสูตรของสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน
สำหรับองค์กร การออกแบบ Corporate Wellness Program ให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ในทุกระดับ เพื่อให้เกิดการ ทฤษฎี Social Ecology Model (SEM) ชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมสุขภาพของบุคคลไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวในหลายระดับ ตั้งแต่ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ชุมชน ไปจนถึงนโยบายสังคม โดยแต่ละระดับมีความเชื่อมโยงและส่งผลต่อกัน
การประยุกต์ใช้ SEM กับ Corporate Wellness Program
1. ระดับปัจเจกบุคคล (Individual Level)
มุ่งเน้นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และแรงจูงใจด้านสุขภาพ
ตัวอย่าง: การให้ AI Health Assessment, โปรแกรมออกกำลังกายส่วนบุคคล, การติดตามพฤติกรรมสุขภาพผ่านแอป
2. ระดับปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Interpersonal Level)
อาศัยพลังของกลุ่มเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว และทีมงานในการสนับสนุน
ตัวอย่าง: การทำ Team Challenge, Buddy Program, Leaderboard เพื่อสร้างแรงจูงใจจากการมีส่วนร่วมของทีม
3. ระดับองค์กร (Organizational Level)
องค์กรต้องสร้างโครงสร้างและนโยบายที่เอื้อต่อสุขภาพ
ตัวอย่าง: การกำหนดเวลา Break สำหรับ Stretching & Breathing, การมี Well-being Policy, จัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม (เช่น Ergonomic Workspace)
4. ระดับชุมชน (Community Level)
ขยายผลจากองค์กรสู่เครือข่ายและพันธมิตรภายนอก
ตัวอย่าง: การจับมือกับคลินิก ฟิตเนส หรือแพลตฟอร์มสุขภาพในท้องถิ่น, การจัดกิจกรรม CSR ด้านสุขภาพร่วมกับชุมชน
5. ระดับสังคม (Societal Level)
ปัจจัยระดับนโยบาย วัฒนธรรม และกฎหมาย
- ตัวอย่าง: การเชื่อมโยงโปรแกรมกับ มาตรฐานสุขภาพแรงงาน, การสอดคล้องกับ นโยบายรัฐด้าน Well-being และ ESG, การสื่อสารสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพพนักงาน
ด้วยวิธีนี้ องค์กรสามารถ:
ลดความเสี่ยงสุขภาพและต้นทุนค่ารักษาพยาบาล
เพิ่ม Productivity และ Engagement ของพนักงาน
สร้าง Employer Branding และความยั่งยืนขององค์กร
สร้างสุขภาพยั่งยืน สำหรับองค์กร
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสุขภาพไม่ใช่เพียงการ “สั่ง” หรือ “บังคับ” แต่คือการช่วยให้แต่ละคน ค้นพบแรงจูงใจจากภายใน และเริ่มจาก พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำได้จริง จนกลายเป็นนิสัยใหม่ที่ยั่งยืน
MI (Motivational Interviewing): เทคนิคการสนทนาเชิงบวก เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมสำรวจแรงบันดาลใจของตนเอง สร้างพลังใจในการ “อยากเปลี่ยน” และตัดสินใจลงมือด้วยตัวเอง
Tiny Habit: การเริ่มต้นพฤติกรรมใหม่ด้วยสิ่งเล็ก ๆ ง่าย ๆ ที่เชื่อมโยงกับกิจวัตรเดิม แล้วค่อย ๆ ขยายผลให้กลายเป็นพฤติกรรมสุขภาพถาวร
การผสมผสาน MI และ Tiny Habit ใน Corporate Wellness Program
เริ่มต้น: ใช้การโค้ชแบบ MI เพื่อให้พนักงานค้นพบแรงจูงใจส่วนตัวในการดูแลสุขภาพ
ออกแบบพฤติกรรมเล็ก ๆ: ใช้ Tiny Habit เพื่อสร้างพฤติกรรมใหม่ที่ทำได้ง่าย ไม่กดดัน
ติดตามผล: ใช้ 1-on-1 coaching ร่วมกับการบันทึกในแอป/แพลตฟอร์ม เพื่อให้พนักงานเห็นพัฒนาการของตนเอง
สร้างพลังทีม: ใช้ Group Challenge และการยกย่องเชิงบวก เพื่อสนับสนุนให้พฤติกรรมดี ๆ ขยายจากคนสู่ทีม และสู่ทั้งองค์กร
การใช้ MI ใน 1-on-1 Coaching
โค้ชจะไม่บอกตรง ๆ ว่า “คุณต้องทำอะไร” แต่จะใช้ทักษะการฟังเชิงลึกและการตั้งคำถามแบบเปิด เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วม มองเห็นคุณค่าและเหตุผลของการเปลี่ยนแปลง ด้วยตนเอง
เทคนิคหลัก MI ได้แก่:
CAPE: Compassion (เมตตาธรรม), Acceptance (การยอมรับ), Partnership (การเป็นหุ้นส่วน), Evocation (การกระตุ้นแรงบันดาลใจ)
OARS: Open questions (คำถามปลายเปิด), Affirmation (การย้ำพลังเชิงบวก), Reflections (การสะท้อน), Summarizing (การสรุป)
EFEP: Engaging → Focusing → Evoking → Planning (การสร้างสัมพันธ์ → โฟกัส → กระตุ้นแรงใจ → วางแผน)
การใช้ Tiny Habit ร่วมกับ MI
เมื่อผู้เข้าร่วม “อยากเปลี่ยน” แล้ว ขั้นต่อมาคือการออกแบบการเปลี่ยนแปลงให้ ทำได้ง่ายและยั่งยืน
เริ่มเล็ก (Start Small): เช่น ดื่มน้ำ 1 แก้วหลังตื่นนอน, ยืดกล้ามเนื้อ 2 นาทีหลังลุกจากเก้าอี้
ใช้การเชื่อมโยง (Anchoring): ผูกพฤติกรรมใหม่เข้ากับกิจวัตรประจำวัน เช่น “หลังแปรงฟัน ฉันจะยืดไหล่ 3 ครั้ง”
ทำทันที + ฉลอง (Celebrate): ทุกครั้งที่ทำได้ ให้มีการเฉลิมฉลองเล็ก ๆ เช่น ยิ้ม กำหมัดเบา ๆ หรือพูดกับตัวเองว่า “เก่งมาก!” เพื่อสร้างวงจรสมองเชิงบวก
ต่อยอดทีละน้อย: เมื่อทำได้ต่อเนื่อง จะค่อย ๆ เพิ่มระดับ เช่น จากเดิน 1,000 ก้าว/วัน → 3,000 ก้าว/วัน
การโค้ช (Coaching) คืออะไร
การโค้ช (Coaching) คือกระบวนการสนทนาอย่างมีโครงสร้างและเป็น หุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน ระหว่างโค้ชและผู้เข้าร่วม เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้
- รู้จักตัวเองลึกซึ้งขึ้น
- ค้นพบเป้าหมายและแรงบันดาลใจที่แท้จริง
- ตัดสินใจเลือกเส้นทางการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมกับตัวเอง
- ลงมือทำและติดตามผลเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน
โค้ชไม่ได้ทำหน้าที่ “สั่ง” หรือ “บอกให้ทำ” แต่ทำหน้าที่เป็น ผู้ฟัง ผู้ตั้งคำถาม และผู้สนับสนุน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้มองเห็นศักยภาพและทางเลือกที่ดีที่สุดของตนเอง
การโค้ช (Coaching) มีวิธีการอย่างไร
การสร้างพื้นที่ปลอดภัย
เริ่มต้นด้วยการสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เป็นมิตร และไว้วางใจ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถเปิดใจพูดคุยได้อย่างเป็นธรรมชาติ
การตั้งเป้าหมายร่วมกัน
ผู้เข้าร่วมจะเป็นผู้กำหนดเป้าหมายของตัวเอง เช่น การดูแลสุขภาพ การปรับพฤติกรรม หรือการจัดการความเครียด โดยโค้ชจะช่วยตรวจสอบให้เป้าหมายนั้นชัดเจนและเป็นจริงได้
การใช้คำถามและการสะท้อนกลับ
โค้ชจะใช้คำถามปลายเปิด ฟังอย่างลึกซึ้ง และสะท้อนความคิดของผู้เข้าร่วม เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่อยากเปลี่ยนและวิธีไปถึงเป้าหมาย
การวางแผนและลงมือทำ
โค้ชและผู้เข้าร่วมจะร่วมกันออกแบบแผนการเล็ก ๆ ที่สามารถทำได้จริง (Tiny Habit / SMART Goal) เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
การติดตามและเสริมแรงบวก
ทุกครั้งที่ผู้เข้าร่วมก้าวไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ โค้ชจะช่วยย้ำและเฉลิมฉลองความสำเร็จนั้น เพื่อสร้างพลังใจและทำให้เกิดความต่อเนื่อง
สรุปประเด็นสำคัญ
หน้าที่ของโค้ช (Coach) คืออะไร
สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและเป็นมิตร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเปิดใจได้
รับฟังอย่างลึกซึ้ง ตั้งคำถามปลายเปิด และสะท้อนกลับเพื่อช่วยให้เห็นมุมมองใหม่
สนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมค้นหาเป้าหมายและวิธีการที่เหมาะสมกับตนเอง
กระตุ้นแรงบันดาลใจและย้ำพลังเชิงบวกในทุกก้าวที่ผู้เข้าร่วมทำได้
ไม่ตัดสิน ไม่สั่ง แต่เป็นเพื่อนร่วมทางที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยตนเอง
หน้าที่ของผู้เข้าร่วม (Coachee) คืออะไร
เปิดใจและพูดคุยอย่างจริงใจเกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก และเป้าหมายของตนเอง
มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและเหมาะสมกับชีวิตจริง
ลงมือทำตามแผนที่ได้ออกแบบร่วมกับโค้ชอย่างตั้งใจ
สะท้อนผลลัพธ์ ปัญหา หรือความสำเร็จในการติดตามรอบถัดไป
ยึดมั่นใน “สัญญาเกียรติ” ของตนเอง เพื่อเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
สัญญาเกียรติ (Commitment) คืออะไร
ในการโค้ช ผู้เข้าร่วมและโค้ชจะตกลงร่วมกันว่า ทั้งสองฝ่ายมีหน้าที่
ผู้เข้าร่วม: เปิดใจ พูดคุยอย่างจริงใจ และลงมือทำตามแผน
โค้ช: รับฟัง สนับสนุน และช่วยสะท้อนมุมมองอย่างเป็นกลาง
หรือพูดให้ง่ายขึ้นก็คือ
โค้ช = ผู้สนับสนุน
ผู้เข้าร่วม = เจ้าของเส้นทางและผู้ลงมือทำ
จริยธรรมวิชาชีพของโค้ช
การเป็นโค้ชสุขภาพ/ โค้ชวิถีชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่การให้คำแนะนำ แต่เป็น พันธะสัญญาต่อความรับผิดชอบในวิชาชีพ ที่ต้องรักษามาตรฐานใกล้เคียงกับบุคลากรทางการแพทย์ โดยหลักการสำคัญมีดังนี้
1. ปฏิบัติตนตามที่ตัวเองสอน (Walk The Talk)
โค้ชต้องเป็นแบบอย่างที่ดี มีวินัยในเรื่องสุขภาพ เช่น ออกกำลังกาย ดูแลโภชนาการ จัดการความเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ
- การเป็นตัวอย่างที่ดีจะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้รับการโค้ช
- ประสบการณ์ตรงของโค้ชช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ
2. รักษาความลับ (Secrecy / Confidentiality)
ทุกการสนทนาในกระบวนการโค้ชถือเป็นความลับ ผู้เข้าร่วมต้องมั่นใจได้ว่าเรื่องส่วนตัวจะไม่ถูกเปิดเผย
- เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
- ใช้มาตรการรักษาความลับ เช่น ไม่บันทึกข้อมูลเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต
3. หลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflicts of Interest)
โค้ชต้องไม่ใช้บทบาทของตนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ เช่น
- แนะนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ตนมีส่วนได้ส่วนเสีย
- รับค่าตอบแทนจากการโฆษณาโดยไม่โปร่งใส
หลักการคือยึดผลประโยชน์ของผู้รับการโค้ชเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตน
4. เคารพศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษยชน (Respect)
โค้ชต้องยอมรับความหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ และวัฒนธรรม
- ไม่ตัดสินหรือตีตราผู้เข้าร่วม
- ส่งเสริมการโค้ชอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ
5. ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพและการทำงาน (Integrity & Self-Monitoring)
โค้ชต้องยึดมั่นในหลักวิชาชีพ ทำงานด้วยความโปร่งใสและซื่อสัตย์
- รู้จักควบคุมพฤติกรรมของตนเอง (Self-Monitoring)
- ไม่ทำสิ่งที่ทำให้ชื่อเสียงวิชาชีพเสื่อมเสีย
6. รู้ขอบเขตความสามารถของตน (Knowing Limits & Consulting)
โค้ชควรรู้ว่าเรื่องใดเกินขอบเขตความรู้หรือประสบการณ์ของตน
- ต้องส่งต่อผู้เข้าร่วมไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์หรือบุคลากรที่เหมาะสม
- หน้าที่ของโค้ชคือการ สนับสนุน ไม่ใช่แทนที่แพทย์ และห้ามวินิจฉัยเป็นอันเด็ดขาด
7. พัฒนาความรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต (Continuous Medical / Professional Education)
โค้ชต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ต้องติดตามความรู้ใหม่ ๆ งานวิจัย และแนวทางสุขภาพที่ทันสมัย
- เพื่อให้การโค้ชมีคุณภาพและน่าเชื่อถือ
- เป็นการรักษามาตรฐานวิชาชีพระยะยาว






